“ช็อกโกแลต” สื่อรักคุณค่าสูง
14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรักที่หนุ่มๆ สาวๆ ต่างสรรหาสิ่งดีๆ ที่จะใช้เป็นสื่อแทนใจมอบให้กับคนที่ตนรัก นอกจากดอกกุหลาบแดงและกิฟต์ช็อปกระจุ๋มกระจิ๋มต่างๆ ต่างแล้วก็ยังมีขนมหวานยอดนิยมอยู่หนึ่งอย่าง นั่นก็คือ “ช็อกโกแลต”
ช็อกโกแลตประกอบไปด้วยโกโก้ลิเคอร์ (Cocoaliqour) เนยโกโก้ (Cocoa butter) น้ำตาล เลซิทิน และสารแต่งกลิ่นต่าง ๆ
ช็อกโกแลต แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ช็อกโกแลตดำ (Dark Chocolate) ช็อกโกแลตขาว (White Chocolate) และช็อกโกแลตนม (Milk Chocolate)
ขั้นตอนการผลิตช็อกโกแลตนั้นยุ่งยากซับซ้อนและใช้เวลานานพอสมควร เริ่มตั้งแต่การบดส่วนผสมต่างๆ แล้วนำไปนวดซึ่งใช้เวลานวดนาน 1-2 วันกันเลยทีเดียว จากนั้นจึงค่อยนำไปใส่แม่พิมพ์ให้เป็นรูปต่างๆ ตามต้องการ
ในช็อกโกแลตมีคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เอ ดี เค และธาตุเหล็กค่อนข้างสูง รวมถึงคาเฟอีนซึ่งแม้จะมีน้อยกว่ากาแฟประมาณ 10 เท่า แต่ก็ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้เหมือนกัน
นอกจากนี้ยังมีการวิจัยพบว่าช็อกโกแลตมีสารบางอย่างที่กระตุ้นให้สมองหลั่ง สาร เอนดอร์ฟิน ซึ่งจะทำให้คนเราอารมณ์ดี คลายเครียด ไม่หงุดหงิดง่ายๆ และไม่นานมานี้ก็มีรายงานเกี่ยวกับการค้นพบสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า “ฟลาโวนอยด์” ซึ่งพบได้ในพืช ผัก ผลไม้ ไวน์แดง ใบชา สารนี้มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด และช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ป้องกันการเกิดโรคหัวใจด้วย
อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานช็อกโกแลตในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะเป็นประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย และช็อกโกแลตที่มีประโยชน์ควรรับประทานก็คือช็อกโกแลตดำ
ประวัติ – วิวัฒนาการของช็อกโกแลต
ชาวมายา (อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกากลาง เมื่อราว 1,400 ปีก่อน) คือชนเผ่าแรกที่นำเมล็ดโกโก้มาตากแห้งเพื่อแปรสภาพเป็นน้ำดื่มหอมกรุ่น เรียกกันว่า “ช็อกโกแลทัล”
ค.ศ. 1529 น้ำช็อกโกแลตเริ่มแพร่สู่สเปน และชาวสเปนก็ได้เติมน้ำตาลทราย วานิลลา และกลิ่นอบเชยลงไป ต่อมาน้ำช็อกโกแลตก็ได้รับความนิยมทั่วยุโรป
ค.ศ. 1675 มีร้านน้ำช็อกโกแลตเปิดในอังกฤษเป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1765 สหรัฐอเมริกาสร้างโรงงานช็อกโกแลตแห่งแรก
ค.ศ. 1847 ช็อกโกแลตแบบแท่งถือกำเนิดขึ้นในอังกฤษ และก็ได้รับความนิยมมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้












